สุดยอดกลยุทธ์การบริหารภาษีนิติบุคคลด้วย ” ประกันคีย์แมน Key Man “

สุดยอดกลยุทธ์การบริหารภาษีนิติบุคคลด้วย "ประกันคีย์แมน Key Man": เปลี่ยนกำไรบริษัทเป็นสวัสดิการผู้บริหารอย่างถูกกฎหมาย

สุดยอดกลยุทธ์การบริหารภาษีนิติบุคคลด้วย “ประกันคีย์แมน Key Man”: เปลี่ยนกำไรบริษัทเป็นสวัสดิการผู้บริหารอย่างถูกกฎหมาย

          ในการดำเนินธุรกิจ เมื่อบริษัทเติบโตและมีผลประกอบการที่มากขึ้น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือภาระ “ภาษีนิติบุคคล” ที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยอัตราภาษีนิติบุคคลทั่วไปนั้นสูงถึง 20% ของกำไรสุทธิ ในขณะเดียวกัน กรมสรรพากรยุคใหม่ได้มีการพัฒนาระบบตรวจสอบการเสียภาษีด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อคัดกรองความเสี่ยงในการไม่เข้าระบบภาษีอย่างเข้มข้น  ทำให้การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต้องทำอย่างรัดกุมและโปร่งใสที่สุด

สำหรับเจ้าของกิจการ ผู้บริหารระดับสูง หรือแม้แต่ฝ่ายบัญชี การหาวิธีนำ “กำไร” ออกจากบริษัทมาเป็นผลตอบแทนส่วนตัว (เช่น การจ่ายโบนัส หรือเงินปันผล) มักจะต้องเผชิญกับการเสียภาษีซ้ำซ้อนและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานที่สูงลิ่ว

คำถามสำคัญคือ มีเครื่องมือทางการเงินใดบ้างที่สามารถเปลี่ยนกำไรเป็นสวัสดิการให้ผู้บริหารได้อย่างคุ้มค่า และถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร 100%?

คำตอบที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ประกันKey Man

  1. ประกันคีย์แมน (Key Man Insurance) คืออะไร?

Key Man คือ เครื่องมือช่วยในการบริหารภาษีนิติบุคคล ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อบุคคลสำคัญที่มีผลต่อความอยู่รอดและการเติบโตขององค์กร โดยเป็นการเปลี่ยน “เบี้ยประกัน” ให้เป็น “รายจ่าย” ของบริษัท และเปลี่ยนรายจ่ายนั้นให้กลายเป็น “ความคุ้มครองและเงินออม” สำหรับผู้บริหาร 

ใครบ้างที่สามารถทำประกันKey Man ได้?

ตามหลักการแล้ว บุคคลสำคัญที่บริษัทสามารถทำประกันให้ได้ ได้แก่:

  • ประธานหรือกรรมการบริษัท 
  • เจ้าหน้าที่ด้านการขายและการตลาดระดับสูง 
  • ผู้มีทักษะพิเศษเฉพาะทาง ที่หาคนทดแทนได้ยาก 
  • ผู้จัดการที่รับผิดชอบโครงการหลักของบริษัท 
  1. เจาะลึกผลประโยชน์ 2 ชั้น (Double Benefits)
    ของการทำประกัน Key ManการทำประกันKey Man เป็นเสมือนช่องทางในการจัดการผลกำไร (Tax Planning) ที่ได้รับประโยชน์ทั้งในมุมของบริษัทและในมุมของตัวผู้บริหารเอง 

ผลประโยชน์ฝั่งนิติบุคคล (บริษัท)

  • สร้างรายจ่ายที่ถูกต้องตามกฎหมาย: บริษัทสามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายแทนกรรมการ มาเป็นรายจ่ายของกิจการได้ ซึ่งจะช่วยลดฐานกำไรสุทธิ ทำให้บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลน้อยลง 
  • การวางแผนระยะยาว: เป็นการวางแผนค่าใช้จ่ายและภาษีขององค์กรในระยะยาว แตกต่างจากการซื้อทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องจักรหรืออาคาร ที่ต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคารายปี (เช่น ปีละ 5% หรือ 20%) แต่เบี้ยประกันคุ้มครองชีวิตผู้บริหารสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายในคราวเดียวได้ทั้งก้อน 100% 
  • ใบเสร็จมีมูลค่า: ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกัน สามารถใช้เป็นหลักฐานค่าใช้จ่ายของบริษัทได้อย่างถูกต้อง 

ผลประโยชน์ฝั่งบุคคลธรรมดา (กรรมการ / ผู้บริหาร)

  • ได้รับสวัสดิการระดับสูง: กรรมการผู้เอาประกันจะได้รับประโยชน์จากแผนแบบประกันชีวิต ทั้งในด้านความคุ้มครองและเงินออม ถือเป็นการคืนผลกำไรให้กับเจ้าของกิจการ 
  • บริษัทสามารถออกค่าภาษีแทนให้ได้: แม้ว่าเบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายให้จะถือเป็นรายได้ของกรรมการ แต่บริษัทสามารถ “ออกค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนกรรมการได้” ทำให้กรรมการได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายภาษีเพิ่มเอง 
  • ได้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล: ใบรับรองการชำระเบี้ยประกัน สามารถนำไปใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีก 1 ชั้น 
  • การปกป้องความมั่งคั่ง (Wealth Protection): ผลประโยชน์จากกรมธรรม์ เช่น เงินคืนระหว่างปี เงินปันผล เงินครบสัญญา และเงินสินไหมทดแทน จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ นอกจากนี้ เงินสินไหมยังได้รับการพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมายอีกด้วย 
  1. ถูกต้องตามกฎหมาย และตรงกับข้อหารือกรมสรรพากร (Tax Rulings)

หลายท่านอาจมีความกังวลว่า การนำเงินบริษัทมาจ่ายเบี้ยประกันให้ตัวเองนั้น จะถือเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่?  ประเด็นนี้มีความชัดเจนและมีแนววินิจฉัยจากกรมสรรพากรรองรับ ดังนี้:

ประเด็นการหักเป็นรายจ่ายบริษัท: ตามหนังสือข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0811/408 และ กค 0706/5334 ระบุชัดเจนว่า หากบริษัทจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตให้กับกรรมการตามมติที่ประชุม “เป็นการทั่วไปตามระเบียบของบริษัท” บริษัทมีสิทธินำเบี้ยประกันชีวิตนั้นมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) 

ประเด็นภาษีบุคคลธรรมดา: เบี้ยประกันที่บริษัทออกให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ซึ่งพนักงานหรือกรรมการต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

ประเด็นบริษัทจ่ายภาษีแทนให้: หากบริษัทจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดแทนกรรมการตามมติที่ประชุม เงินค่าภาษีอากรที่บริษัทออกให้นั้น ถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ “บริษัทสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคลได้” ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) 

ประเด็นเงินสินไหมทดแทน: ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดหรือเงินได้จากการประกันภัย เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (13) 

  1. เช็กลิสต์ 5 ข้อ : การทำประกันคีย์แมน Key Man ให้ถูกต้องตามหลักสรรพากร 100% เพื่อให้การทำ Key Man Project เป็นไปด้วยความรัดกุม ปลอดภัยจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง บริษัทและฝ่ายบัญชีต้องดำเนินการตามหลักการดังต่อไปนี้:
  • ต้องเป็นมติที่ประชุมและระเบียบของบริษัท: ต้องมีหนังสือมติที่ประชุมบริษัทที่ถูกต้อง และมีระเบียบบริษัทที่กำหนดสวัสดิการนี้ให้กับผู้บริหารที่มีอำนาจในการบริหารองค์กรทุกคน ไม่ใช่เป็นการให้คนใดคนหนึ่งโดยการเฉพาะเจาะจง
  • ระยะเวลาคุ้มครอง: แบบประกันชีวิตที่เข้าร่วมโครงการ ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป (ประกันกลุ่มหรือยูนิตลิงค์ ไม่สามารถนำมาทำ Key Man เพื่อหักค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวนในลักษณะนี้) 
  • วงเงินเบี้ยประกันที่เหมาะสม: กรมสรรพากรจะพิจารณาความสมเหตุสมผลของรายจ่าย โดยเงินเบี้ยประกันที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 2-3% ของผลประกอบการในช่วง 3 ปีย้อนหลัง และค่าเบี้ยประกันสูงสุดไม่ควรเกิน 5% ของค่าเฉลี่ยผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง 
  • ความเท่าเทียม: ค่าเบี้ยประกันชีวิต และ/หรือ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ควรต้องเท่ากัน หรือใกล้เคียงกันตามความเหมาะสมในระดับตำแหน่งงาน 
  • ความบริสุทธิ์ใจในการทำธุรกิจ: การทำประกันKey Man ต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเอาเงินในกิจการออกมาเป็นเงินส่วนตัวเพียงอย่างเดียว เอกสารประกอบอื่นๆ ต้องครบถ้วน เช่น สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 3 ปีย้อนหลัง 

ตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน
สมมติบริษัทมีรายได้ 40,000,000 บาท และมีค่าใช้จ่าย 30,000,000 บาท หากบริษัทพยายามสร้างรายจ่ายด้วยการซื้อทรัพย์สินอื่นๆ อาจจะหักค่าใช้จ่ายได้เพียงบางส่วนตามค่าเสื่อมราคา แต่หากบริษัทนำงบ 3,000,000 บาท มาทำประกัน Key Man ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะสามารถหักได้เต็มจำนวน ทำให้กำไรสุทธิลดลง ภาษีที่ต้องจ่ายก็ลดลงตามไปด้วย ในขณะที่เงิน 3 ล้านบาทนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกเก็บในรูปของกรมธรรม์ที่มีทุนประกันคุ้มครองชีวิตให้คุณ

  1. เครื่องมือที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ขาดไม่ได้

การบริหารกำไรของบริษัท ไม่ใช่เพียงการหารายได้ให้มากที่สุด แต่คือการบริหาร “รายจ่ายและภาษี” ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย ในยุคที่ระบบ Data Analytics และ AI ของรัฐบาลเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันหมด การพยายามหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีสีเทาเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก 

การใช้ ประกัน Key Man เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสง่างาม เป็นการเปลี่ยนเงินก้อนที่ต้องจ่ายทิ้งเป็นภาษี ให้กลายมาเป็นความมั่นคงของครอบครัวผู้บริหาร เป็นการดูแลคนสำคัญขององค์กรเพื่อสร้างแรงจูงใจในการผลักดันธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

หากคุณคือเจ้าของบริษัท หรือผู้บริหารฝ่ายบัญชีการเงิน ที่ต้องการปรับโครงสร้างภาษีของนิติบุคคลให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อองค์กรและกรรมการ การวางแผนนี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทั้งด้านกฎหมายภาษีและแบบประกันชีวิต เพื่อช่วยจัดทำเอกสารและเลือกรูปแบบกรมธรรม์ที่สอดคล้องกับงบการเงินของบริษัทคุณ

ให้ InsureHub ดูแลความสำเร็จของคุณ

อยากให้ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและที่ปรึกษาด้านภาษีจาก InsureHub ติดต่อกลับ เพื่อช่วยประเมินแผนภาษีเบื้องต้น วิเคราะห์งบการเงิน และนำเสนอแผนประกันคีย์แมน Key Man ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริษัทของคุณไหมครับ

เอกสารอ้างอิง และรายละเอียดทั้งหมด

อยากให้ อินชัวร์ฮับไปนำเสนอที่บริษัท สามารถแจ้งรายละเอียด มาได้เลยนะครับ 

ลองคุยก่อน เปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ

ให้ InsureHub ดูแลคุณ คุณสามารถกรอกข้อมูล เพื่อให้ผู้เชียวชาญของเราติดต่อคุณกลับ ในการเลือก ประกันที่คุณถูกใจ

    กรุณาฝากข้อความ ชื่อ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ เราจะติดต่อกลับโดยเร็วที่สุด